1. โรคระบบทางเดินหายใจ
อากาศเย็นและการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิอาจทำให้สุนัขบางตัวมีอาการไอ จาม มีน้ำมูก หรือหายใจผิดปกติได้ โดยเฉพาะสุนัขที่ต้องอยู่ในพื้นที่แออัด เช่น โรงแรมสุนัข คาเฟ่สัตว์เลี้ยง หรือสถานที่ที่มีสุนัขหลายตัวอยู่รวมกัน
โรคทางเดินหายใจบางชนิด เช่น โรคไอในสุนัข สามารถแพร่ระหว่างกันได้ง่าย หากน้องมีอาการไอต่อเนื่อง ไอเหมือนมีอะไรติดคอ มีไข้ ซึม หรือไม่กินอาหาร ควรพาไปพบสัตวแพทย์
2. ปอดอักเสบ
หากสุนัขมีการติดเชื้อทางเดินหายใจแล้วไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม อาการอาจรุนแรงขึ้นจนเกิดปอดอักเสบได้ โดยเฉพาะในสุนัขอายุมาก ลูกสุนัข หรือสุนัขที่ภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรง
อาการที่ควรระวัง ได้แก่ หายใจเร็ว หอบผิดปกติ ซึมมาก ไม่กินอาหาร ไอรุนแรง หรือมีไข้ หากพบอาการเหล่านี้ไม่ควรรอดูอาการนาน เพราะปอดอักเสบอาจรุนแรงได้
3. ข้อและกระดูกอาจปวดมากขึ้นในสุนัขสูงอายุ
สุนัขที่มีภาวะข้อเสื่อม ข้ออักเสบ หรือเคยมีปัญหาเกี่ยวกับกระดูก อาจแสดงอาการชัดขึ้นเมื่ออากาศเย็น เช่น ลุกช้า เดินแข็ง ๆ ไม่อยากขึ้นบันได เดินกะเผลก หรือไม่อยากออกไปเดินเล่นเหมือนเดิม
ควรจัดที่นอนให้นุ่มและอบอุ่น ไม่ให้นอนบนพื้นเย็นโดยตรง และลดกิจกรรมที่กระแทกข้อมากเกินไป หากน้องมีอาการเจ็บหรือเดินผิดปกติชัดเจน ควรให้สัตวแพทย์ตรวจ ไม่ควรให้ยาแก้ปวดของคนเอง เพราะยาหลายชนิดเป็นอันตรายต่อสุนัข
4. ผิวแห้ง คัน และรังแค
ช่วงอากาศเย็นและแห้ง ผิวของสุนัขบางตัวอาจสูญเสียความชุ่มชื้นมากขึ้น ทำให้เกิดอาการผิวแห้ง รังแค คัน หรือเลียตัวบ่อยกว่าปกติ
การอาบน้ำบ่อยเกินไปหรือใช้น้ำอุ่นจัดก็อาจยิ่งทำให้ผิวแห้ง ควรเลือกแชมพูสำหรับสุนัขที่อ่อนโยนและเช็ดตัวให้แห้งสนิททุกครั้ง โดยเฉพาะบริเวณซอกขา ใต้ท้อง และอุ้งเท้า
หากมีผื่นแดง ขนร่วงเป็นหย่อม มีกลิ่นผิดปกติ หรือเกาจนเป็นแผล ควรให้สัตวแพทย์ตรวจ เพราะอาจไม่ใช่แค่ผิวแห้งธรรมดา
5. ภาวะตัวเย็นเกินไป
แม้ประเทศไทยจะไม่ได้หนาวจัดเหมือนบางประเทศ แต่สุนัขบางกลุ่มก็ไวต่ออากาศเย็นมาก โดยเฉพาะพันธุ์ขนสั้น ตัวเล็ก ลูกสุนัข สุนัขสูงอายุ และสุนัขที่มีไขมันในร่างกายน้อย
อาการที่อาจบ่งบอกว่าน้องหนาวเกินไป ได้แก่ ตัวสั่น ขดตัว หาที่อุ่น ซึม เดินช้า หรือไม่อยากขยับ หากอากาศเย็นมากควรจัดผ้าห่มหรือเสื้อสำหรับสุนัขให้เหมาะสม และหลีกเลี่ยงการปล่อยให้อยู่กลางลมหรือพื้นเย็นเป็นเวลานาน
6. โรคติดเชื้อบางชนิดยังต้องระวัง แม้อากาศจะเย็น
เจ้าของบางคนคิดว่าเมื่อเข้าหน้าหนาว เห็บ หมัด หรือเชื้อโรคต่าง ๆ จะหายไปทั้งหมด แต่ในความเป็นจริง สัตว์พาหะและเชื้อบางชนิดยังสามารถพบได้ โดยเฉพาะในพื้นที่อุ่นหรือภายในบ้าน
จึงยังควรป้องกันเห็บ หมัด และพยาธิตามคำแนะนำของสัตวแพทย์อย่างต่อเนื่อง รวมถึงไม่ควรหยุดวัคซีนหรือการป้องกันโรคเพียงเพราะอากาศเย็นลง
7. โรคหัวใจและระบบหายใจในสุนัขสูงวัยอาจแสดงอาการชัดขึ้น
สุนัขสูงอายุที่มีโรคหัวใจหรือระบบทางเดินหายใจอยู่แล้ว อาจเหนื่อยง่าย ไอ หอบ หรือไม่อยากเดินเมื่ออากาศเปลี่ยน โดยเฉพาะช่วงเช้าหรือกลางคืนที่อากาศเย็นกว่า
หากสังเกตว่าน้องหอบทั้งที่ไม่ได้ออกกำลังกาย ไอตอนกลางคืน เป็นลม หรือหายใจเร็วผิดปกติ ควรพาไปตรวจโดยเร็ว เพราะอาจเกี่ยวข้องกับโรคหัวใจหรือปอด ไม่ควรคิดว่าเป็นเพราะอากาศเย็นอย่างเดียว
ดูแลน้องหมาช่วงหน้าหนาวอย่างไรให้แข็งแรง
ควรจัดพื้นที่นอนให้แห้งและอบอุ่น หลีกเลี่ยงการนอนบนพื้นเย็นโดยตรง เช็ดตัวให้แห้งทุกครั้งหลังอาบน้ำหรือโดนฝน และเลือกเวลาเดินเล่นที่อากาศไม่เย็นจัดเกินไป
อาหารและน้ำก็ยังสำคัญเหมือนเดิม ควรให้อาหารครบถ้วนตามวัยและน้ำสะอาดอย่างเพียงพอ ไม่จำเป็นต้องเพิ่มอาหารมากเป็นพิเศษเพียงเพราะอากาศเย็น เว้นแต่สัตวแพทย์แนะนำ
นอกจากนี้ควรสังเกตพฤติกรรมของน้องทุกวัน เพราะสุนัขไม่สามารถบอกเราได้ตรง ๆ ว่ากำลังไม่สบาย การเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ เช่น กินน้อยลง ซึม ไม่อยากเล่น ไอ หรือเดินผิดปกติ อาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นที่ช่วยให้พบปัญหาได้เร็วขึ้น
สุนัขตัวไหนต้องระวังเป็นพิเศษ
กลุ่มที่ควรดูแลใกล้ชิดในช่วงหน้าหนาว ได้แก่ ลูกสุนัข สุนัขสูงอายุ สุนัขขนสั้น สุนัขตัวเล็ก และสุนัขที่มีโรคหัวใจ โรคปอด โรคข้อ หรือโรคประจำตัวอื่น ๆ
หากน้องมีโรคประจำตัวอยู่แล้ว ควรเตรียมยาให้เพียงพอและสอบถามสัตวแพทย์ล่วงหน้าว่าช่วงอากาศเย็นต้องปรับการดูแลอะไรหรือไม่
หน้าหนาวอาจเป็นช่วงที่น้องหมาเดินเล่นได้สบายขึ้น แต่ก็เป็นช่วงที่เจ้าของไม่ควรชะล่าใจ เพราะอากาศเย็นและการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิสามารถกระทบสุนัขบางตัวได้ การจัดที่นอนให้อุ่น สังเกตอาการ และพาไปพบสัตวแพทย์เมื่อมีความผิดปกติ คือวิธีง่าย ๆ ที่ช่วยให้น้องผ่านหน้าหนาวไปได้อย่างปลอดภัย
