1. เซ็นเซอร์ตรวจจับคนที่ฉลาดกว่าการจับความเคลื่อนไหว
เซ็นเซอร์รุ่นใหม่ไม่ได้ตรวจแค่ว่ามีอะไรเคลื่อนไหวหรือไม่ แต่สามารถรับรู้ได้ว่ามีคนอยู่ในห้อง แม้กำลังนั่งทำงาน อ่านหนังสือ หรือดูทีวีโดยแทบไม่ได้ขยับตัว
ระบบจึงสามารถเปิดไฟเมื่อมีคนอยู่ ปิดไฟเมื่อออกจากห้อง ปรับแอร์ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม หรือใช้ร่วมกับระบบรักษาความปลอดภัยได้ โดยไม่ต้องสั่งงานซ้ำ ๆ
ความต่างจาก Smart Home รุ่นแรกคือ บ้านเริ่มเข้าใจ “การมีอยู่ของคน” มากกว่ารอให้เจ้าของกดปุ่ม
2. บ้านที่ปรับแสงและอุณหภูมิให้เองตามเวลา
แทนที่จะเปิดไฟด้วยมือถือทุกครั้ง เราสามารถตั้งให้บ้านปรับแสงตามช่วงเวลาได้ เช่น ตอนเช้าเปิดไฟในโทนสว่างขึ้น ช่วงค่ำลดความสว่างลง หรือเมื่อเริ่มดูหนังให้ปิดไฟบางจุดโดยอัตโนมัติ
เครื่องปรับอากาศก็สามารถทำงานในลักษณะเดียวกัน เช่น ลดอุณหภูมิก่อนเข้านอน แล้วค่อยปรับขึ้นในช่วงกลางคืน หรือปิดเมื่อไม่มีใครอยู่ในห้อง
เมื่อตั้งระบบไว้ดีแล้ว สิ่งที่เคยต้องทำด้วยตัวเองทุกวันจะค่อย ๆ หายไปจากรายการสิ่งที่ต้องจำ
3. Smart Lock และประตูที่ไม่ต้องกังวลว่าล็อกหรือยัง
หนึ่งในเทคโนโลยีที่เห็นประโยชน์ได้ชัดคือระบบล็อกประตูอัจฉริยะ ซึ่งสามารถเปิดด้วยรหัส ลายนิ้วมือ หรือวิธีอื่นตามอุปกรณ์ที่ใช้ และบางระบบยังตรวจสอบสถานะได้ว่าประตูถูกล็อกอยู่หรือไม่
หากมีสมาชิกในครอบครัวกลับบ้านคนละเวลา ก็ไม่จำเป็นต้องทำกุญแจหลายชุด หรือในบางกรณีสามารถสร้างสิทธิ์เข้าใช้งานชั่วคราวสำหรับคนที่ต้องเข้าบ้านเฉพาะช่วงเวลาได้
เมื่อทำงานร่วมกับเซ็นเซอร์ประตู กล้อง และระบบแจ้งเตือน บ้านก็จะมีระบบความปลอดภัยที่เป็นอัตโนมัติมากขึ้น
4. กล้องและกริ่งประตูที่ช่วยบอกว่าเกิดอะไรขึ้นหน้าบ้าน
กล้อง Smart Home ไม่ได้มีไว้แค่เปิดดูภาพย้อนหลังอีกต่อไป ระบบรุ่นใหม่สามารถแจ้งเตือนเมื่อมีคนมาที่ประตู มีการเคลื่อนไหวในพื้นที่ที่กำหนด หรือช่วยให้เราสื่อสารกับคนหน้าบ้านได้จากระยะไกล
สำหรับบ้านที่มีสัตว์เลี้ยง เด็ก หรือผู้สูงอายุ กล้องภายในบ้านก็สามารถใช้ช่วยตรวจดูสถานการณ์ในช่วงที่ไม่มีคนอยู่บ้านได้เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม อุปกรณ์ประเภทกล้องควรเลือกจากผู้ผลิตที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของข้อมูล และตั้งรหัสผ่านกับระบบยืนยันตัวตนให้รัดกุม
5. เซ็นเซอร์น้ำรั่ว ควัน และความผิดปกติที่ช่วยเตือนก่อนปัญหาจะใหญ่
Smart Home ที่มีประโยชน์จริงอาจไม่ใช่อุปกรณ์ที่เราใช้งานทุกวัน แต่เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยเตือนในวันที่เกิดปัญหา
เซ็นเซอร์ตรวจน้ำรั่วสามารถติดไว้ใต้ซิงก์ หลังเครื่องซักผ้า หรือบริเวณที่มีท่อน้ำ หากเกิดการรั่วก็สามารถแจ้งเตือนได้ทันที ขณะที่เซ็นเซอร์ควันหรืออุปกรณ์ตรวจสอบสภาพแวดล้อมสามารถช่วยเตือนความผิดปกติภายในบ้านได้
บางระบบยังสามารถเชื่อมกับวาล์วน้ำอัตโนมัติ เพื่อช่วยลดความเสียหายหากตรวจพบการรั่วในบางสถานการณ์
6. ระบบจัดการพลังงาน ช่วยรู้ว่าไฟในบ้านหายไปไหน
Smart Home ยุคใหม่เริ่มให้ความสำคัญกับเรื่องพลังงานมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นปลั๊กอัจฉริยะ เครื่องวัดการใช้ไฟ ระบบโซลาร์เซลล์ หรือเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่สามารถวางแผนช่วงเวลาการทำงานได้
เจ้าของบ้านสามารถดูได้ว่าอุปกรณ์ไหนใช้ไฟมาก ตั้งเวลาให้อุปกรณ์หยุดทำงานเมื่อไม่จำเป็น หรือวางแผนการใช้พลังงานให้เหมาะกับพฤติกรรมในบ้าน
แทนที่จะเห็นเพียงค่าไฟปลายเดือน เราจึงเริ่มเข้าใจได้มากขึ้นว่าพลังงานถูกใช้ไปกับอะไร และตรงไหนสามารถลดได้โดยไม่ทำให้การใช้ชีวิตลำบากขึ้น
7. Automation คือสิ่งที่ทำให้บ้าน “ฉลาด” จริง ๆ
ความน่าสนใจที่สุดของ Smart Home ไม่ใช่อุปกรณ์ชิ้นใดชิ้นหนึ่ง แต่คือการให้อุปกรณ์หลายอย่างทำงานร่วมกัน
ตัวอย่างเช่น เมื่อเปิดประตูเข้าบ้านช่วงค่ำ ระบบอาจเปิดไฟทางเดิน ปรับแอร์ และเปิดไฟห้องนั่งเล่นให้อัตโนมัติ หรือเมื่อทุกคนออกจากบ้าน ระบบสามารถปิดไฟ ปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าบางส่วน ล็อกประตู และเปิดระบบรักษาความปลอดภัยพร้อมกัน
ก่อนนอนอาจเพียงกดคำสั่งเดียว แล้วบ้านปิดไฟชั้นล่าง ล็อกประตู ปิดม่าน และปรับอุณหภูมิห้องนอนให้พร้อมพักผ่อน
จุดนี้เองที่ทำให้ Smart Home แตกต่างจากการมีอุปกรณ์ Smart Device หลายชิ้น เพราะแทนที่จะต้องเปิดแอปทีละตัว บ้านสามารถทำหลายอย่างให้เราเป็นชุดได้
ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนบ้านทั้งหลังในครั้งเดียว
สำหรับคนที่สนใจ Smart Home ไม่จำเป็นต้องซื้อทุกอย่างตั้งแต่วันแรก อาจเริ่มจากสิ่งที่ช่วยแก้ปัญหาในชีวิตจริงก่อน เช่น ถ้าลืมปิดไฟบ่อยก็เริ่มจาก Smart Light ถ้ากังวลเรื่องความปลอดภัยก็เริ่มจาก Smart Lock หรือกล้อง หากอยากลดค่าไฟก็อาจเริ่มจาก Smart Plug และระบบตรวจวัดพลังงาน
จากนั้นค่อยเพิ่มอุปกรณ์ที่สามารถเชื่อมต่อและทำงานร่วมกับระบบเดิมได้ จะช่วยให้บ้านค่อย ๆ ฉลาดขึ้นโดยไม่ต้องลงทุนก้อนใหญ่ในครั้งเดียว
Smart Home ที่ดีที่สุด อาจเป็นบ้านที่เราแทบไม่รู้สึกว่ากำลังใช้เทคโนโลยี
อนาคตของบ้านอัจฉริยะอาจไม่ใช่การมีหน้าจอเต็มผนังหรือสั่งทุกอย่างด้วยเสียง แต่คือบ้านที่เข้าใจพฤติกรรมของคนในบ้านมากพอที่จะจัดการเรื่องเล็ก ๆ ให้เอง โดยไม่สร้างความยุ่งยากเพิ่มขึ้น
เพราะเทคโนโลยีที่ดีไม่ควรทำให้เราต้องเรียนรู้วิธีใช้ชีวิตใหม่ทั้งหมด แต่ควรค่อย ๆ หายไปอยู่เบื้องหลัง และทำให้กิจวัตรเดิมของเราง่ายขึ้น
