#ไข้กาฬหลังแอ่น#ข่าวสุขภาพ

ไข้กาฬหลังแอ่น 2026 จากอังกฤษ สู่มาตรการเฝ้าระวังในไทย

11 ครั้ง
20/03/2026 09:08:25
image
แชร์เรื่องนี้

1. ไข้กาฬหลังแอ่นคืออะไร?

เป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรีย Neisseria meningitidis ที่รุนแรงและดำเนินโรคเร็วมาก เชื้อนี้ทำให้เกิด เยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือ การติดเชื้อในกระแสเลือด

  • ทำไมเรียก "กาฬ": เพราะผู้ป่วยจะมีจุดเลือดออกตามตัวที่กลายเป็นจ้ำสีคล้ำคล้ายรอยไหม้
  • ทำไมเรียก "หลังแอ่น": เมื่อเยื่อหุ้มสมองอักเสบรุนแรง จะทำให้กล้ามเนื้อหลังเกร็งค้างจนตัวแอ่นโค้ง

2. ทำไมถึงระบาดช่วงนี้? (อ้างอิงข่าวล่าสุด มีนาคม 2569)

สถานการณ์ที่ทำให้โรคนี้ถูกจับตามองอย่างมากมาจาก คลัสเตอร์ใหญ่ในเมืองเคนท์ ประเทศอังกฤษ (ข้อมูล ณ 19 มี.ค. 2569):

  • ต้นตอจากสถานบันเทิง: พบผู้ติดเชื้อยืนยันแล้วกว่า 27 ราย และเสียชีวิต 2 ราย โดยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนักศึกษาที่ไปเที่ยวสถานบันเทิง (Club Chemistry) ในเมืองแคนเทอร์เบอรี ช่วงต้นเดือนมีนาคม
  • การแพร่ระบาดในที่แออัด: โรคนี้แพร่กระจายผ่านละอองฝอยและการอยู่ใกล้ชิดกันนานๆ ทำให้หอพักมหาวิทยาลัยและไนต์คลับกลายเป็นจุดแพร่เชื้อที่รวดเร็ว
  • ในประเทศไทย: แม้กรมควบคุมโรคจะยืนยันว่า "ยังไม่พบการระบาดเป็นกลุ่มก้อน" แต่ในปี 2569 นี้ (ณ 18 มี.ค.) พบผู้ป่วยสะสมแล้ว 5 ราย (น่าน, ยะลา, นนทบุรี, นครศรีธรรมราช, อุดรธานี) ซึ่งในจำนวนนี้ เสียชีวิตถึง 3 ราย คิดเป็นอัตราตายสูงถึง 60% จึงเป็นเหตุผลที่ทางการต้องรีบออกมาเตือนประชาชน

3. เชื้อนี้มาจากไหน?

เชื้อแบคทีเรียชนิดนี้ปกติอาศัยอยู่ในลำคอของคนทั่วไปประมาณ 5-10% โดยที่ไม่แสดงอาการ (เรียกว่าผู้เป็นพาหะ) แต่จะเกิดโรคเมื่อ:

  • ร่างกายอ่อนแอหรือภูมิคุ้มกันต่ำ
  • มีการสัมผัสใกล้ชิดกับพาหะผ่านการไอ จาม จูบ หรือใช้ภาชนะร่วมกัน

4. อาการที่ต้อง "ไปหาหมอทันที"

เนื่องจากโรคนี้อาจทำให้เสียชีวิตได้ภายใน 24 ชม. หากมีอาการดังนี้อย่ารอดูอาการที่บ้าน:

  1. ไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะรุนแรง
  2. คอแข็งเกร็ง ก้มไม่ได้
  3. ผื่นจ้ำเลือด เริ่มจากจุดแดงเล็กๆ แล้วขยายวงกว้างเป็นสีคล้ำ
  4. ซึม สับสน หรืออาเจียนพุ่ง

5. วิธีป้องกันตนเอง

  • ฉีดวัคซีน: เป็นวิธีป้องกันที่ได้ผลดีที่สุด โดยเฉพาะนักเรียน/นักศึกษาที่จะไปเรียนต่อต่างประเทศหรือผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง
  • เลี่ยงที่แออัด: สวมหน้ากากอนามัยเมื่อต้องอยู่ในสถานที่อับอากาศหรือคนเยอะ
  • ไม่กินร่วมกัน: ยึดหลัก "กินร้อน ช้อนกลางส่วนตัว" ไม่ใช้แก้วน้ำหรือหลอดร่วมกับใคร
  • สังเกตคนใกล้ชิด: หากทราบว่าเคยใกล้ชิดผู้ป่วย ให้รีบพบแพทย์เพื่อรับยาปฏิชีวนะป้องกันทันที