ไวรัสฮันตา

ไวรัสฮันตา จากคลัสเตอร์เรือสำราญสู่การเฝ้าระวังระดับโลก

9 ครั้ง
11/05/2026 09:59:21
image
แชร์เรื่องนี้

จุดเริ่มต้นบนเรือสำราญกลางมหาสมุทร

วิกฤตการณ์ครั้งนี้เริ่มต้นขึ้นบนเรือสำราญ M/V Hondius ที่เดินทางจากอาร์เจนตินามุ่งหน้าสู่แอนตาร์กติกา โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ยืนยันพบผู้ติดเชื้อแล้วอย่างน้อย 6 ราย และมีผู้เสียชีวิตแล้ว 3 ราย ความน่ากังวลอยู่ที่ไวรัสที่พบคือ สายพันธุ์แอนดีส (Andes virus - ANDV) ซึ่งเป็นสายพันธุ์หายากที่สามารถ “ติดต่อจากคนสู่คนได้” ผ่านการสัมผัสใกล้ชิด แตกต่างจากสายพันธุ์ทั่วไปที่มักติดจากสัตว์ฟันแทะสู่คนเท่านั้น

ฝรั่งเศสแถลงยืนยันพบผู้ป่วยวิกฤตรายแรก

ล่าสุดในวันนี้ (11 พ.ค. 2026) สเตฟานี ริสต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขฝรั่งเศส ได้ออกแถลงการณ์ด่วนยืนยันพบผู้ติดเชื้อรายแรกในประเทศ เป็นหญิงชาวฝรั่งเศสที่เพิ่งได้รับการอพยพมาจากเรือลำดังกล่าว โดยขณะนี้ผู้ป่วยมีอาการอยู่ใน “ขั้นวิกฤต” ด้วยภาวะน้ำท่วมปอดรุนแรง และกำลังรับการรักษาในหน่วยโรคติดเชื้อพิเศษที่โรงพยาบาล Bichat กรุงปารีส

ทางการฝรั่งเศสยังได้ยกระดับมาตรการป้องกันขั้นสูงสุด โดยสั่งกักตัวผู้ร่วมเดินทางที่ใกล้ชิดรวม 22 ราย เพื่อเฝ้าระวังอาการ เนื่องจากไวรัสฮันตามีระยะฟักตัวที่ค่อนข้างยาวนาน

อาการที่ต้องระวัง: เมื่อไข้สูงไม่ใช่แค่เรื่องหวัด

อาการของไวรัสฮันตาในระยะแรกจะคล้ายคลึงกับไข้หวัดใหญ่ คือมีไข้สูง ปวดกล้ามเนื้ออย่างรุนแรง และหนาวสั่น แต่ความน่ากลัวจะเกิดขึ้นในระยะที่สอง ซึ่งผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการไอ แน่นหน้าอก และหายใจหอบเหนื่อยอย่างรวดเร็ว เนื่องจากไวรัสเข้าไปทำลายระบบทางเดินหายใจจนเกิดภาวะน้ำท่วมปอด (HPS) ซึ่งมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 38%

มาตรการในประเทศไทยและการป้องกันตัว

สำหรับประเทศไทย กระทรวงสาธารณสุขได้สั่งยกระดับการเฝ้าระวังผู้เดินทางจากพื้นที่เสี่ยงแม้จะยังไม่พบผู้ติดเชื้อในประเทศก็ตาม ข้อแนะนำเบื้องต้นสำหรับประชาชนมีดังนี้:

  1. หลีกเลี่ยงสัตว์ฟันแทะ: ไม่สัมผัสหนูหรือพื้นที่ที่มีร่องรอยของมูลหนู
  2. สุขอนามัยในที่พัก: ดูแลความสะอาดบ้านเรือนไม่ให้เป็นที่อยู่ของหนู
  3. การทำความสะอาด: หากพบมูลหนู ให้ฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อก่อนทำความสะอาดเสมอเพื่อป้องกันการฟุ้งกระจายของเชื้อในอากาศ

แม้ไวรัสฮันตาสายพันธุ์แอนดีสจะสามารถติดจากคนสู่คนได้ แต่ผู้เชี่ยวชาญยืนยันว่ายังไม่แพร่ระบาดได้ง่ายเท่ากับโควิด-19 การตระหนักรู้และเฝ้าสังเกตอาการหลังเดินทางกลับจากพื้นที่เสี่ยงจึงเป็นกุญแจสำคัญในการยับยั้งไม่ให้โรคนี้กลายเป็นวิกฤตการณ์ครั้งใหม่ของโลก