กรีกโยเกิร์ตต่างจากโยเกิร์ตธรรมดายังไง?
โยเกิร์ตทั่วไปเกิดจากการหมักนมด้วยจุลินทรีย์ เมื่อหมักเสร็จจะมีทั้งส่วนเนื้อโยเกิร์ตและน้ำเวย์อยู่รวมกัน ส่วนกรีกโยเกิร์ตจะนำโยเกิร์ตที่ได้ไปกรองต่อ เพื่อเอาน้ำบางส่วนออก
เมื่อของเหลวลดลง เนื้อโยเกิร์ตจึงแน่นและเข้มข้นขึ้น นอกจากนี้โปรตีนต่อปริมาณหนึ่งถ้วยมักสูงขึ้นเมื่อเทียบกับโยเกิร์ตที่ยังมีน้ำมาก แต่ปริมาณจริงขึ้นอยู่กับนมและวิธีทำของแต่ละสูตร
วิธีง่ายที่สุด ใช้โยเกิร์ตสำเร็จรูปมาทำกรีกโยเกิร์ต
หากไม่อยากเริ่มตั้งแต่การหมักนม สามารถซื้อโยเกิร์ตรสธรรมชาติแบบไม่เติมน้ำตาลมาใช้ได้เลย
สิ่งที่ต้องเตรียมมีเพียงโยเกิร์ตรสธรรมชาติ ผ้าขาวบาง ผ้ากรองอาหาร หรือถุงสำหรับกรองโยเกิร์ต ตะแกรง และชามรองด้านล่าง
นำผ้ากรองวางบนตะแกรง จากนั้นเทโยเกิร์ตลงไป ปิดหรือคลุมให้สะอาด แล้วนำเข้าตู้เย็นทิ้งไว้ประมาณ 4–12 ชั่วโมง
ยิ่งกรองนาน เนื้อโยเกิร์ตก็จะยิ่งแน่น หากชอบแบบครีมมี่อาจกรองเพียงไม่กี่ชั่วโมง แต่ถ้าต้องการเนื้อแน่นมากแบบที่ตักแล้วอยู่ทรง สามารถกรองข้ามคืนได้
ของเหลวที่ไหลลงด้านล่างเรียกว่า เวย์ ไม่จำเป็นต้องทิ้ง สามารถนำไปปั่นสมูทตี้ ใช้ทำขนม หรือผสมในอาหารบางชนิดได้
ถ้าอยากทำตั้งแต่นม ต้องทำยังไง?
สำหรับคนที่อยากทำเองตั้งแต่ต้น สามารถใช้นมสดกับโยเกิร์ตธรรมชาติที่มีจุลินทรีย์มีชีวิตเป็นหัวเชื้อได้
เริ่มจากอุ่นนมให้ร้อนเพื่อช่วยปรับโครงสร้างโปรตีน จากนั้นพักให้อุณหภูมิลดลงจนอยู่ในระดับอุ่น ไม่ร้อนจนทำลายจุลินทรีย์ แล้วจึงเติมโยเกิร์ตหัวเชื้อลงไป คนเบา ๆ ให้เข้ากัน
หลังจากนั้นหมักในภาชนะสะอาดและรักษาอุณหภูมิให้อุ่นคงที่หลายชั่วโมง จนโยเกิร์ตเซตตัวและมีรสเปรี้ยวตามต้องการ เมื่อตัวโยเกิร์ตเย็นลงแล้ว จึงนำไปกรองในตู้เย็นเหมือนวิธีด้านบน ก็จะได้กรีกโยเกิร์ตแบบโฮมเมด
หากทำครั้งแรกและยังไม่คุ้นกับเรื่องอุณหภูมิหรือการหมัก วิธีใช้โยเกิร์ตสำเร็จรูปมากรองถือว่าง่ายและมีโอกาสสำเร็จมากกว่า
เลือกโยเกิร์ตแบบไหนถึงจะทำแล้วอร่อย?
ควรเลือกโยเกิร์ตรสธรรมชาติที่ไม่มีน้ำตาลหรือรสแต่งมากเกินไป หากต้องการเนื้อที่ครีมมี่ สามารถเลือกแบบทำจากนมเต็มมันเนยได้ ส่วนคนที่ต้องการควบคุมไขมันอาจเลือกสูตรไขมันต่ำ แต่เนื้อสัมผัสอาจต่างกันเล็กน้อย
ควรดูฉลากด้วยว่ามีจุลินทรีย์โยเกิร์ตอยู่ และหากจะนำไปใช้เป็นหัวเชื้อสำหรับหมักนม ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่ามีเชื้อจุลินทรีย์ที่ยังมีชีวิต
กรองนานแค่ไหนถึงกำลังดี?
ประมาณ 4 ชั่วโมงจะได้เนื้อที่ข้นขึ้นแต่ยังนุ่มและตักง่าย
ประมาณ 6–8 ชั่วโมงจะได้เนื้อแน่นขึ้น เหมาะสำหรับกินกับผลไม้หรือกราโนลา
หากกรองประมาณ 10–12 ชั่วโมงหรือข้ามคืน เนื้อจะค่อนข้างแน่นมาก เหมาะกับคนที่ชอบกรีกโยเกิร์ตแบบเข้มข้น
อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาจะขึ้นอยู่กับปริมาณโยเกิร์ตและความหนาของผ้าที่ใช้กรองด้วย
กินกรีกโยเกิร์ตกับอะไรดี?
เมนูง่ายที่สุดคือกินคู่กับผลไม้สด เช่น กล้วย สตรอว์เบอร์รี บลูเบอร์รี หรือมะม่วง แล้วเพิ่มถั่วหรือเมล็ดพืชเล็กน้อย
หากชอบหวานสามารถเติมน้ำผึ้งเล็กน้อย หรือใส่กราโนลาเพื่อเพิ่มความกรุบ แต่ถ้ากำลังควบคุมน้ำตาลควรระวังท็อปปิง เพราะน้ำผึ้ง กราโนลา และผลไม้อบแห้งบางชนิดสามารถเพิ่มน้ำตาลได้มากกว่าที่คิด
กรีกโยเกิร์ตยังสามารถใช้แทนครีมหรือมายองเนสบางส่วนในอาหาร เช่น ทำดิป น้ำสลัด หรือซอสสำหรับแซนด์วิชได้ด้วย
เก็บได้นานแค่ไหน?
กรีกโยเกิร์ตที่ทำเองควรใส่ในภาชนะสะอาด ปิดฝาสนิท และเก็บในตู้เย็นตลอดเวลา โดยทั่วไปควรกินภายในไม่กี่วันเพื่อรสชาติและคุณภาพที่ดีที่สุด
หากมีกลิ่นผิดปกติ สีเปลี่ยน มีเชื้อรา หรือเนื้อสัมผัสผิดไปจากเดิม ควรทิ้งทันที ไม่ควรชิมเพื่อทดสอบว่าเสียหรือยัง
ทำไมทำเองแล้วบางครั้งได้น้อยกว่าที่คิด?
เพราะการทำกรีกโยเกิร์ตคือการเอาของเหลวออกจากโยเกิร์ต ปริมาณสุดท้ายจึงน้อยลงตามธรรมชาติ ยิ่งต้องการเนื้อแน่นมาก ก็ยิ่งต้องกรองน้ำออกมากขึ้น
ดังนั้นโยเกิร์ตหนึ่งกิโลกรัมอาจไม่ได้กลายเป็นกรีกโยเกิร์ตหนึ่งกิโลกรัม และนี่ก็เป็นหนึ่งในเหตุผลที่กรีกโยเกิร์ตสำเร็จรูปมักมีราคาสูงกว่าโยเกิร์ตทั่วไป
สุดท้ายแล้ว การทำกรีกโยเกิร์ตเองไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่คิด หากอยากเริ่มแบบง่ายที่สุด เพียงมีโยเกิร์ตธรรมชาติ ผ้ากรอง ตะแกรง และตู้เย็นก็สามารถทำได้แล้ว
