ถ้าหนาวนี้ไม่อยากเริ่มต้นวันด้วยเสียงไอและกล่องทิชชู ลองดูแลตัวเองด้วยวิธีง่าย ๆ เหล่านี้
1. อย่ามองข้ามการรักษาร่างกายให้อบอุ่น
อากาศเมืองไทยอาจไม่ได้หนาวจัดเหมือนต่างประเทศ แต่ช่วงเช้ามืด กลางคืน หรือบางพื้นที่บนภูเขาอุณหภูมิสามารถลดลงมากกว่าที่ร่างกายคุ้นเคยได้
ควรเตรียมเสื้อคลุมบาง ๆ โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ และคนที่ต้องออกจากบ้านตั้งแต่เช้า หากต้องนอนในห้องแอร์ก็ไม่ควรปรับอุณหภูมิต่ำจนเกินไปจนตื่นมาแล้วรู้สึกคอแห้งหรือจมูกแห้ง
2. ดื่มน้ำให้พอ แม้อากาศเย็นแล้วไม่ค่อยรู้สึกกระหาย
ช่วงหน้าหนาวหลายคนดื่มน้ำน้อยลงเพราะไม่รู้สึกร้อน แต่ร่างกายยังต้องการน้ำตามปกติ
การดื่มน้ำเพียงพอช่วยให้เยื่อบุทางเดินหายใจไม่แห้งมากเกินไป และหากกำลังเป็นหวัด น้ำยังช่วยทดแทนของเหลวที่สูญเสียจากไข้หรือน้ำมูกได้
ใครที่ไม่อยากดื่มน้ำเย็น อาจเปลี่ยนเป็นน้ำอุ่น ซุป หรือเครื่องดื่มอุ่นที่ไม่หวานมากก็ได้
3. ล้างมือบ่อย ๆ ช่วยลดโอกาสรับเชื้อ
เชื้อไวรัสทางเดินหายใจสามารถแพร่ผ่านละอองจากการไอ จาม รวมถึงมือและพื้นผิวที่มีเชื้อปนเปื้อน
จึงควรล้างมือด้วยสบู่เป็นประจำ โดยเฉพาะก่อนกินอาหาร หลังกลับจากสถานที่สาธารณะ หลังสั่งน้ำมูก หรือหลังสัมผัสสิ่งของที่มีคนใช้ร่วมกัน
และควรลดพฤติกรรมจับตา จมูก และปากโดยไม่จำเป็น เพราะเป็นช่องทางที่เชื้อสามารถเข้าสู่ร่างกายได้
4. คนเยอะและพื้นที่ปิด ควรระวังมากขึ้น
ช่วงปลายปีเป็นฤดูท่องเที่ยว เทศกาล และงานสังสรรค์ คนจึงมีโอกาสอยู่รวมกันในพื้นที่ปิดมากขึ้น หากมีใครป่วย เชื้อทางเดินหายใจก็สามารถแพร่กระจายได้ง่าย
หากต้องอยู่ในสถานที่แออัดหรืออากาศถ่ายเทไม่ดี การสวมหน้ากากสามารถช่วยลดการรับและแพร่ละอองทางเดินหายใจได้ โดยเฉพาะหากตัวเราเริ่มมีอาการไอ จาม หรือเจ็บคอ
ถ้าป่วยแล้ว การพักอยู่บ้านเมื่อทำได้ก็ช่วยลดการนำเชื้อไปแพร่ให้คนอื่นด้วย
5. นอนให้พอ อย่าปล่อยให้ร่างกายอ่อนล้าช่วงปลายปี
เทศกาลปลายปีมักมาพร้อมปาร์ตี้ เดินทาง และการนอนดึก แต่การพักผ่อนไม่เพียงพอต่อเนื่องสามารถส่งผลต่อภูมิคุ้มกันและทำให้ร่างกายฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่
พยายามนอนให้เป็นเวลาและให้ได้ประมาณ 7–9 ชั่วโมงสำหรับผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ หากเริ่มรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว เจ็บคอ หรืออ่อนเพลีย การพักผ่อนเพิ่มขึ้นอาจช่วยให้ร่างกายรับมือกับอาการได้ดีขึ้น
6. กินอาหารให้ครบ ไม่ต้องรีบพึ่งวิตามินทุกชนิด
ร่างกายต้องการโปรตีน วิตามิน แร่ธาตุ และพลังงานที่เพียงพอสำหรับการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน จึงควรกินอาหารให้หลากหลาย เช่น ไข่ ปลา เนื้อไม่ติดมัน ถั่ว ผัก และผลไม้
ผลไม้ที่มีวิตามินซีอย่างฝรั่ง ส้ม มะละกอ หรือกีวีสามารถเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่ดีได้ แต่ไม่จำเป็นต้องกินวิตามินซีปริมาณสูงเพื่อหวังว่าจะป้องกันหวัดได้ 100%
ไม่มีอาหารหรืออาหารเสริมชนิดใดสามารถรับประกันว่าจะไม่ติดหวัด สิ่งสำคัญยังคงเป็นภาพรวมของการกิน การนอน และสุขอนามัย
7. ถ้าเป็นหวัดแล้ว ไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะทุกครั้ง
โรคหวัดส่วนใหญ่เกิดจากไวรัส ขณะที่ยาปฏิชีวนะใช้รักษาการติดเชื้อแบคทีเรีย จึงไม่ได้ช่วยให้หวัดจากไวรัสหายเร็วขึ้น
การใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็นยังเพิ่มความเสี่ยงต่อเชื้อดื้อยาและผลข้างเคียงจากยาอีกด้วย
อาการหวัดทั่วไปมักดูแลตามอาการได้ เช่น พักผ่อน ดื่มน้ำให้เพียงพอ ใช้น้ำเกลือล้างจมูก และใช้ยาลดไข้หรือยาบรรเทาอาการตามความเหมาะสม หากไม่แน่ใจเรื่องยา ควรสอบถามแพทย์หรือเภสัชกร
8. อย่าคิดว่าทุกอาการคือ “หวัดธรรมดา”
อาการไอ เจ็บคอ น้ำมูก และไข้สามารถเกิดได้จากหลายโรค ไม่ว่าจะเป็นไข้หวัดใหญ่ โควิด-19 หรือการติดเชื้อทางเดินหายใจชนิดอื่น
หากมีไข้สูงมาก หายใจลำบาก เจ็บหน้าอก ซึมลง กินน้ำไม่ได้ อาการหนักขึ้นอย่างรวดเร็ว หรืออาการไม่ดีขึ้นตามที่ควร ควรไปพบแพทย์
เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่มีโรคประจำตัวบางชนิดควรระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะอาจมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนมากกว่าคนทั่วไป
แล้วทำไมพอหนาวถึงรู้สึกคัดจมูกหรือเจ็บคอง่าย?
อากาศที่เย็นและแห้งสามารถทำให้เยื่อบุจมูกและลำคอแห้งหรือระคายเคืองได้ บางคนจึงมีอาการเหมือนเริ่มเป็นหวัด ทั้งที่อาจยังไม่มีการติดเชื้อ
นอกจากนี้ช่วงอากาศเย็นเรามักปิดหน้าต่าง อยู่ในห้องปิด และอยู่ใกล้กันมากขึ้น จึงเพิ่มโอกาสสัมผัสเชื้อจากคนอื่นได้เช่นกัน
ดังนั้นคำว่า “ตากลมแล้วเป็นหวัด” จึงไม่ได้ตรงทั้งหมด เพราะตัวการหลักคือเชื้อโรค แต่สภาพอากาศและพฤติกรรมของเราในช่วงหน้าหนาวอาจช่วยสร้างเงื่อนไขให้ติดเชื้อได้ง่ายขึ้น
สรุปแล้ว หน้าหนาวในไทยต้องดูแลตัวเองยังไง?
รักษาร่างกายให้อบอุ่น ดื่มน้ำให้เพียงพอ ล้างมือเป็นประจำ พักผ่อนให้พอ กินอาหารหลากหลาย และหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้ที่กำลังป่วย หากตัวเองมีอาการก็ควรลดการแพร่เชื้อให้คนรอบข้าง
ลมหนาวอาจเป็นช่วงเวลาที่หลายคนรอคอย แต่ไม่จำเป็นต้องให้หวัดกลายเป็นของแถมประจำฤดู เพียงดูแลร่างกายให้พร้อมและรู้จักสังเกตอาการผิดปกติ ก็ช่วยให้เที่ยวและใช้ชีวิตช่วงปลายปีได้อย่างสบายใจกว่าเดิม
