1. ดื่มน้ำตามปกติ อย่ารีบงดน้ำเพราะกลัวบวมกว่าเดิม
หลายคนคิดว่าตัวบวมเพราะมีน้ำเยอะ จึงพยายามดื่มให้น้อยลง แต่ในความเป็นจริง การได้รับน้ำเพียงพอช่วยให้ไตสามารถขับโซเดียมส่วนเกินออกทางปัสสาวะได้ตามปกติ
ควรจิบน้ำตลอดวันตามความกระหาย ไม่จำเป็นต้องบังคับตัวเองดื่มน้ำหลายลิตรในเวลาอันสั้น เพราะการดื่มน้ำมากเกินไปก็ไม่ช่วยให้หายบวมเร็วขึ้น และในกรณีรุนแรงอาจเป็นอันตรายได้
2. วันถัดมาให้ลดอาหารเค็ม ไม่ใช่อดอาหาร
ถ้ารู้ว่าเมื่อคืนจัดหนัก สิ่งที่ควรทำในวันรุ่งขึ้นคือเลือกอาหารรสอ่อนลง เช่น ข้าวกับไข่ ปลา เนื้อไม่ปรุงเค็ม และผักสดหรือผักต้ม
ลดน้ำปลา ซีอิ๊ว ซอสปรุงรส น้ำจิ้ม อาหารแปรรูป ไส้กรอก แฮม บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ขนมขบเคี้ยว และอาหารสำเร็จรูปไปก่อน เพราะอาหารเหล่านี้สามารถมีโซเดียมสูงโดยที่เราไม่รู้สึกว่าเค็มจัดมากนัก
ไม่จำเป็นต้องอดข้าวหรืออดอาหารทั้งวัน เพราะอาการบวมจากโซเดียมเป็นเรื่องของการกักเก็บน้ำ ไม่ใช่เหตุผลให้ต้องลงโทษตัวเองด้วยการไม่กินอาหาร
3. เพิ่มอาหารที่มีโพแทสเซียมตามธรรมชาติ
โพแทสเซียมมีบทบาทในการรักษาสมดุลของเหลวและโซเดียมในร่างกาย จึงสามารถเลือกอาหารที่มีโพแทสเซียมเป็นส่วนหนึ่งของมื้ออาหาร เช่น กล้วย อะโวคาโด มะเขือเทศ ผักใบเขียว มันฝรั่ง ถั่ว และผลไม้หลายชนิด
แต่ไม่จำเป็นต้องซื้อโพแทสเซียมเสริมมากินเองเพื่อแก้บวม และผู้ที่มีโรคไตหรือได้รับยาบางชนิดควรระวังเป็นพิเศษ เพราะระดับโพแทสเซียมที่สูงเกินไปสามารถเป็นอันตรายได้
4. ลุกเดินและขยับร่างกายเบา ๆ
หากเมื่อคืนกินเค็มและตื่นมารู้สึกตัวหนัก ลองเดินเบา ๆ ประมาณ 20–30 นาที หรือทำกิจกรรมที่ช่วยให้ร่างกายได้ขยับแทนการนั่งหรือนอนทั้งวัน
การเคลื่อนไหวช่วยให้การไหลเวียนเลือดและของเหลวในร่างกายดีขึ้น โดยเฉพาะคนที่รู้สึกขาหรือเท้าบวมหลังนั่งนาน
แต่ไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายหนักเพื่อ “รีดน้ำ” หรือพยายามทำให้เหงื่อออกให้มากที่สุด เพราะอาจทำให้ร่างกายขาดน้ำแทน
5. ถ้าหน้าบวมตอนเช้า ลองประคบเย็นและยกศีรษะสูงขึ้น
อาการบวมบริเวณใบหน้าและใต้ตาหลังตื่นนอนไม่ได้เกิดจากโซเดียมเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับท่านอน การนอนน้อย และการกระจายของของเหลวในร่างกายช่วงกลางคืน
สามารถใช้ผ้าเย็นหรือเจลเย็นประคบบริเวณใต้ตาและใบหน้าสั้น ๆ เพื่อช่วยให้รู้สึกสดชื่นขึ้น และคืนต่อไปอาจลองใช้หมอนให้ศีรษะสูงขึ้นเล็กน้อย
อย่างไรก็ตามไม่ควรใช้ความเย็นจัดสัมผัสผิวโดยตรงเป็นเวลานาน เพราะอาจทำให้ผิวระคายเคืองได้
6. นอนให้พอ เพราะนอนน้อยก็ทำให้หน้าดูบวมได้
ถ้ากินเค็มพร้อมกับนอนดึก ดื่มแอลกอฮอล์ หรือพักผ่อนน้อย เช้าวันรุ่งขึ้นอาการบวมอาจยิ่งเห็นชัดขึ้น
การกลับมานอนให้เพียงพอประมาณ 7–9 ชั่วโมงสำหรับผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ ช่วยให้ร่างกายกลับเข้าสู่จังหวะปกติ และอาการบวมเล็กน้อยมักค่อย ๆ ดีขึ้นเอง
ดังนั้นถ้าคืนก่อนกินอาหารเค็มมาก อย่าแก้ด้วยการอดอาหารและนอนน้อยกว่าเดิม การพักผ่อนให้พออาจช่วยได้มากกว่าที่คิด
7. อย่ารีบใช้ยาขับปัสสาวะหรือชาดีท็อกซ์
บางคนเห็นน้ำหนักขึ้น 1–2 กิโลกรัมหลังมื้อเค็มแล้วรีบหายาขับปัสสาวะ ชาดีท็อกซ์ หรือผลิตภัณฑ์ที่อ้างว่าช่วยรีดน้ำออกจากร่างกาย
วิธีนี้ไม่จำเป็นสำหรับอาการบวมเล็กน้อยจากอาหาร และอาจทำให้เสียสมดุลของน้ำและเกลือแร่ได้ โดยเฉพาะหากใช้ยาขับปัสสาวะโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์
หากเป็นเพียงอาการบวมหลังมื้อเค็ม ร่างกายโดยทั่วไปสามารถจัดการโซเดียมส่วนเกินได้เอง เพียงกลับมากินอาหารปกติ ดื่มน้ำพอเหมาะ และให้เวลา
น้ำหนักขึ้นหลังชาบูเมื่อคืน เป็นไขมันหรือเปล่า?
หากน้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในคืนเดียว ส่วนใหญ่มักไม่ใช่ไขมันทั้งหมด เพราะการสะสมไขมันจำนวนมากต้องอาศัยพลังงานส่วนเกินในปริมาณสูงและต่อเนื่อง
น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นหลังอาหารเค็มและอาหารคาร์โบไฮเดรตสูงจึงมักมีส่วนจากอาหารที่ยังอยู่ในระบบทางเดินอาหาร ไกลโคเจน และน้ำที่ร่างกายกักเก็บไว้
เมื่อกลับมากินตามปกติ น้ำหนักส่วนนี้มักลดลงภายในไม่กี่วัน จึงไม่ควรตกใจและลดอาหารอย่างรุนแรงเพียงเพราะตัวเลขบนตาชั่งเช้าวันเดียว
ต้องใช้เวลากี่วันถึงจะหายบวม?
หากเป็นการบวมเล็กน้อยจากการกินเค็มเพียงมื้อหรือสองมื้อ หลายคนจะเริ่มรู้สึกดีขึ้นภายในประมาณ 1–3 วัน เมื่อการกินและการดื่มน้ำกลับสู่ปกติ
แต่ระยะเวลาจะแตกต่างกันตามปริมาณโซเดียมที่กิน สุขภาพของไต ระดับกิจกรรม ฮอร์โมน และปัจจัยอื่น ๆ ของแต่ละคน
บวมแบบไหนไม่ควรคิดว่าเป็นเพราะโซเดียมอย่างเดียว?
หากบวมต่อเนื่องหลายวันโดยไม่ได้กินเค็มมาก บวมมากขึ้นเรื่อย ๆ ขาบวมข้างเดียว ปวด บวมแดง หายใจเหนื่อย เจ็บหน้าอก ปัสสาวะลดลงผิดปกติ หรือน้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหลายวันติดต่อกัน ควรพบแพทย์
เช่นเดียวกับผู้ที่มีโรคหัวใจ โรคไต โรคตับ หรือกำลังตั้งครรภ์ หากเกิดอาการบวมผิดปกติไม่ควรพยายามแก้ด้วยการลดน้ำหรือใช้ยาขับปัสสาวะเอง เพราะอาการบวมสามารถเกิดจากสาเหตุอื่นที่ต้องได้รับการตรวจ
สรุปแล้ว ตื่นมาบวมหลังมื้อเค็มต้องทำยังไง?
สิ่งที่ควรทำคือดื่มน้ำตามปกติ ลดอาหารเค็มในมื้อต่อ ๆ ไป กินผักและผลไม้ให้หลากหลาย ขยับร่างกายเบา ๆ และพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่จำเป็นต้องอดอาหาร ดื่มน้ำมหาศาล หรือใช้ยาขับปัสสาวะ
